ซิลิก้า-ซาโรมา ทะเลสาบที่คนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาควรมอง
โดย ฉิ้น บัวบาน คณะทำงานพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติ ประจำประเทศไทย

   หากมีคำถามว่าการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ขณะนี้มีความเป็นไปได้แค่ไหน ณ เวลานี้ คงไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ เพราะโครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ การดำเนินงานที่ทำมาแล้วภายใต้แผนและงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาก็ทำกันไป อย่างน้อยกรอบงบประมาณในปี 2550 ก็ผ่านการพิจารณาของอนุกรรมการจัดทำงบประมาณไปแล้ว แต่ตัวงบที่เป็นงบกลางจริง ๆ ของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลานั้น ยังเป็นแค่ความฝัน และเห็นว่าหากไม่มีงบประมาณยอดนี้มาดำเนินการ ภาพของการบูรณาการการทำงาน และการมีส่วนร่วมที่ชัดเจนอย่างมีศักดิ์ศรีของประชาชนยังคงไม่ต้องพูดถึง

   ในขณะที่ยังหาโอกาสในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบอย่างมีศักดิ์ศรีไม่ได้ กระผม ในฐานะประชาชนของลุ่มน้ำทะเลสาบ และมีโอกาสสัมผัสกับกระบวนการดำเนินงานและการวางแผนมาตลอด ได้พยายามศึกษา หาประสบการณ์ในแนวทางการพัฒนาทะเลสาบของที่ต่าง ๆ เท่าที่มีโอกาส กระผมเชื่อว่า ในโลกใบนี้ ไม่ใช่มีแต่ทะเลสาบสงขลาเท่านั้น ที่มีสภาพเสื่อมโทรม และมีความจำเป็นต้องฟื้นฟูและพัฒนา ผมเป็นคณะทำงานขององค์กรพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติประจำประเทศไทย (สำนักงานอยู่ที่คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) ได้มีโอกาสไปร่วมประชุมและศึกษาการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศต่าง ๆ เช่น ประเทศใต้หวัน ประเทศอินเดีย ประเทศอูกันดา และ ประเทศญี่ปุ่น แน่นอนว่า ทุกที่ที่ไปผมจะพยายามหาข้อมูล เกี่ยวกับการจัดการทะเลสาบ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างสนใจ

   ในประเทศอูกันดา มีทะเลสาบวิกตอเรียที่ใหญ่มาก เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำไนล์ที่ยาวที่สุดในโลก แต่ เป็นเจ้าของแค่ประมาณ 1 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น เนื่องจากประเทศอูกันดา ยังไม่มีระบบประปานอกพื้นที่เมืองใหญ่ ทำให้ประชาชนต้องเดินทางไปเอาน้ำจากพื้นที่ชุ่มน้ำที่อยู่ไกลชุมชนออกไป โดยใช้ถังพลาสติกขนาด 20 ลิตร เป็นส่วนใหญ่ แน่นอนว่า ประชาชนของอูกันดา จะรักและหวงแหนพื้นที่ชุ่มน้ำของพวกเขามาก ๆ และมากกว่าคนไทยแน่นอน

   ที่น่าสนใจและใกล้เคียงกับทะเลสาบสงขลามาก ๆ ก็คือ ทะเลสาบซิลิก้า ในรัฐโอริสา ชายฝั่งตะวันออกของประเทศอินเดีย มีพื้นที่ประมาณ 1,165 ตารางกิโลเมตร ในฤดูฝนหรือ น้ำหลาก และ 965 ตารางกิโลเมตร ในฤดูแล้ง (เนื้อที่ใกล้เคียงกับทะเลสาบสงขลา) และทะเลสาบซาโรมา ทางตอนเหนือของเกาะฮ็อกไกโด ประเทศญี่ปุ่น มีพื้นที่ประมาณ 130 ตารางกิโลเมตร ทะเลสาบทั้ง 2 แห่ง เคยมีสภาพเสื่อมโทรมมาก่อน อย่างที่เกิดกับทะเลสาบสงขลาในปัจจุบัน แต่ได้รับการแก้ปัญหาแล้ว โดยกระบวนการและแนวทางใกล้เคียงกัน ผลปรากฏว่า ประสบความสำเร็จโดยมีตัวชี้วัดต่าง ๆ เป็นตัวกำหนด ซึ่งน่าจะนำมาใช้กับแนวทางการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาได้ เป็นการลดงบประมาณ ระยะเวลา ความซ้ำซ้อนของการปฏิบัติ ซึ่งพอจะมีข้อเปรียบเทียบเป็นประเด็นต่อไปนี้

   1.ลักษณะของพื้นที่และการเกิดของทะเลสาบซิลิก้าและซาโรมาเหมือนกัน ทะเลสาบทั้งสอง เคยเป็นอ่าวมาก่อน แต่ภายหลังได้เกิดสันทรายขึ้นมาปิดกั้น ทำให้เป็นทะเลสาบในอ่าวเดิม และมีช่องทางของน้ำติดต่อกับทะเลสาบภายนอกได้ ทะเลสาบซิลิก้า เคยมีทางติดต่อกับมหาสมุทรอินเดียหลายทาง แต่เมื่อทางเหล่านั้นถูกทรายปิดกั้น ทำให้เหลือทางออกใหญ่ทางเดียว ในขณะที่ทะเลสาบซาโรมา เคยมีปากน้ำ 2 ทาง แล้วปากน้ำเก่าถูกปิดโดยภัยธรรมชาติ ทำให้เหลือทางน้ำทางเดียวเช่นกัน ซึ่งก็เหมือนกับทะเลสาบสงขลา ซึ่งเคยเป็นอ่าวมาก่อน แล้วมีสันทรายมาปิดกั้นทำให้เป็นพื้นดินเชื่อมต่อติดกัน เคยมีทางติดต่อกับอ่าวไทยหลายทาง แต่เมื่อทางเดิมถูกปิดหมด น้ำจึงไหลเข้าออกได้ทางเดียวเช่นกัน คือ ที่หัวเขาแดง

   2.ปัญหาที่เกิดขึ้นกับทะเลสาบซิลิก้า คือความเสื่อมโทรมในทุก ๆ ด้าน ทั้งคุณภาพน้ำ ความตื้นเขิน ความหลากหลายทางชีวภาพ ในปี ค.ศ.1993 พื้นที่ชุ่มน้ำทะเลสาบซิลิก้าถูกบรรจุไว้ในบัญชีของพื้นที่ ที่จะต้องถูกถอนออกจากบัญชีรายชื่อพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ ซึ่งถือเป็นความบกพร่องอย่างรุนแรงของประเทศสมาชิก ประเทศอินเดีย จึงเร่งดำเนินการฟื้นฟู ทะเลสาบซาโรมาก็เช่นกัน หลังจากปากน้ำเก่าถูกปิดแล้ว ทำให้คุณภาพน้ำลดลง จนชาวประมงที่เคยเลี้ยงหอยเชลล์ไม่สามารถเลี้ยงได้ต่อไป และปากน้ำที่เหลืออยู่ก็ถูกทรายปิด จึงต้องขุดออกทุก 15 วัน และขุดให้กว้างและลึกพอที่จะให้เรือประมงขนาดเล็กเข้าออกได้เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากทะเลสาบสงขลาที่มีปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมายในขณะนี้ ทั้งการตื้นเขิน น้ำเสีย สัตว์น้ำลดลง ไม่มีการไหลเวียนของน้ำฯลฯ

   3.การฟื้นฟูและการพัฒนาทะเลสาบ เนื่องจากทั้งทะเลสาบซาโรมาและทะเลสาบซิลิก้า เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการไหลของน้ำ ทางน้ำที่เคยเชื่อมต่อกับทะเลสาบภายนอกเคยมีหลายทิศทาง แต่เหลือทางเดียว ทำให้น้ำไม่ไหลเวียน ไม่เกิดการถ่ายเทของน้ำและตะกอน ทำให้ทะเลสาบตื้นเขิน และคุณภาพน้ำไม่เหมาะต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ การแก้ปัญหาของทะเลสาบทั้งสองใช้วิธีการที่คล้ายกัน จึงขอยกมาเป็นแนวทางเปรียบเทียบกับทะเลสาบสงขลา ดังต่อไปนี้

   3.1 ผู้รับผลกระทบของความเสื่อมโทรมของทะเลสาบ ทะเลสาบซิลิก้ามีชาวประมงที่ประกอบอาชีพในทะเลสาบประมาณ 150,000 บาท เมื่อทะเลสาบเสื่อมโทรม ทำให้จำนวนสัตว์น้ำลดลง ทั้งจำนวนชนิดและปริมาณ ประกอบกับการมีนกน้ำเป็นจำนวนมาก ที่เป็นนกอพยพมาจากทะเลสาบแคสเปี้ยน ไซบีเรีย มาหากินในทะเลาบ และมีโลมาอิรวดี (หรือ โลมาหัวบาตร ชนิดที่มีในทะเลสาบสงขลา) จำนวนไม่ต่ำกว่า 150 ตัว ทำให้ทั้งชาวประมง นกน้ำ และโลมาต่างประสบปัญหา ส่วนทะเลสาบซาโรมานั้น ไม่มีข้อมูลว่ามีชาวประมงจำนวนเท่าไร แต่ความเสื่อมโทรมของทะเลสาบทำให้ปลาลดลง ชาวประมงเรือเล็กที่หาปลาไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ต้องขายเรือแล้วไปเป็นลูกเรือของเรือประมงใหญ่ที่ออกหาปลาภายนอก ส่วนชาวประมงอีกส่วนหนึ่งที่ประกอบอาชีพเลี้ยงหอยเชลล์ ทะเลสาบก็ต้องยกเลิกกิจการเพราะคุณภาพน้ำไม่เหมาะสมกับการเลี้ยงต่อไป

   3.2 แนวทางแก้ไข
   1. ทะเลสาบซาโรมานั้น สภาพปัญหาเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 30 ปีมาแล้ว ชาวประมงได้รวมตัวกันเรียกร้องให้รัฐบาลท้องถิ่นแก้ปัญหา รัฐบาลท้องถิ่นได้ร่วมกับรัฐบาลกลาง จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาทะเลสาบซาโรมาขึ้น ผลการวิจัยกำหนดแนวทางแก้ไขว่า ต้องปรับปรุงระบบการไหลของน้ำทั้งปากน้ำเดิมยังเหลือความกว้างแค่ 15 เมตร (ซึ่งต้องขุดทุก 15 วัน เพื่อให้เรือเข้าออกได้) ให้กว้าง 300 เมตร ลึก 8 เมตร ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนี้ ทำมาแล้ว 29 ปี คือ เมื่อ พ.ศ.2520 จากนั้นเป็นต้นมา สภาพการไหลเวียนของน้ำมีความสมบูรณ์ แก้ปัญหาตื้นเขินของทะเลสาบได้ ความอุดมสมบูรณ์ของทะเลสาบกลับมาเหมือนเดิม ชาวประมงสามารถเลี้ยงหอยเชลล์และพัฒนาจนเป็นสินค้าส่งออกทางการประมงที่มีความสำคัญของประเทศ

   2.ทะเลสาบซิลิก้า เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่กำลังถูกบรรจุอยู่ในบัญชีรายชื่อของพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ ที่กำลังจะถูกถอนออกจากทะเบียน ทางรัฐบาลรัฐโอริสา จึงมอบหมายให้สถาบันพัฒนาทะเลสาบซิลิก้า รวบรวมผลการวิจัยที่เคยมีเพื่อแก้ปัญหา โดยการวิจัยพบว่า ต้องขุดปากน้ำใหม่ เชื่อมกับมหาสมุทรอินเดีย ความกว้างประมาณ 100 เมตร และลึกประมาณ 2.5 เมตร จากระดับต่ำสุดของน้ำในทะเลสาบซิลิก้า ซึ่งจะทำให้ระดับความเค็มของน้ำ ระดับตะกอนเหมาะสมในการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ของทะเลสาบได้
จะเห็นได้ว่า แนวทางหลักในการแก้ปัญหาของทะเลสาบซาโรมาและทะเลสาบซิลิก้าเหมือนกันคือ ต้องเปิดปากน้ำใหม่ เพื่อให้น้ำสามารถไหลเวียนได้ และการตัดสินใจก็ใช้ผลการศึกษาวิจัยและระยะเวลาดำเนินการที่รวดเร็ว หากนำเอาแนวทางนี้มาใช้กับการแก้ปัญหาของทะเลสาบสงขลาบ้างก็น่าจะดี เท่าที่ผมได้เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนแนวร่วมในหลายพื้นที่ฟัง ก็เห็นว่าน่าจะทำได้ และสถานที่ที่เหมาะสม น่าจะเป็นแนวคลองหนัง และน่าจะมีการหยิบเรื่องนี้มาวิจัยกันบ้าง

   3.3 ผู้รับผิดชอบในการดูแลและพัฒนา ทะเลสาบทั้ง 2 ที่น่าสนใจมากของทะเลสาบ ซิลิก้านั้น จะมีองค์การพัฒนาทะเลสาบซิลิก้า เป็นผู้รับผิดชอบ และตัดสินใจในการฟื้นฟู และพัฒนา การดำเนินงานจึงเป็นเอกภาพและ เป็นไปได้เร็ว ไม่มีการแย่งกันทำงาน ส่วนของ ทะเลสาบซาโรมานั้น เป็นแนวทางที่น่าสนใจ อีกแบบหนึ่ง ซึ่งเน้นบทบาทของชาวประมง โดยกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นกำหนดว่า ผู้มี สิทธิทำอาชีพประมงต้องเป็นชาวประมงเท่านั้น ชาวประมงจึงรวมตัวกันเป็นกลุ่มสหกรณ์ ตาม ประเภทของกิจกรรม คือ    สหกรณ์ประมง ผู้เลี้ยงเชลล์ และสหกรณ์ประมงจับปลา ชาวประมงทุกคน ต้องเป็นสมาชิกสหกรณ์
สหกรณ์ประมงทั้ง 3 กลุ่ม จะเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณแก่ศูนย์วิจัย ในขณะที่การตัดสินใจดำเนินการใด ๆ ของ ทะเลสาบ จะขึ้นอยู่กับศูนย์วิจัย โดยรัฐบาล ท้องถิ่นจะเป็นผู้ดูแลสภาพโดยทั่วไปเท่านั้น

   สรุปได้ว่า ชาวประมงของซาโรมา คือผู้ดูแล จัดการทะเลสาบซาโรมา ในขณะที่ ทะเลสาบสงขลานั้น เรากำลังถามหาสถาบัน การพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาอยู่ซึ่งภาค ประชาชนเองก็รวมตัวกันเป็นเครือข่ายชุมชนเพื่อ การฟื้นฟูทะเลสาบสงขลาอยู่แล้วแต่ แนวทาง และเวลาจัดตั้งสถาบันจริงๆ ยังไร้วี่แวว

   3.4 ความสำเร็จของการฟื้นฟูและ พัฒนาทะเลสาบ ทั้งสองนั้นปรากฏตาม ตัวชี้วัดต่าง ๆ เช่น ของทะเลสาบซาโรมานั้น ชาวประมงมีความเป็นอยู่ที่ดีมาก มีธนาคาร เป็นของตนเองคือ มารีนแบงค์ ชาวประมง สามารถดูแลและจัดการทะเลสาบได้เอง มีภาพ ความร่วมมือทั้งภาคเอกชนและภาครัฐที่ กลมกลืน ในขณะที่ทะเลสาบซิลิก้านั้น ใช้ เวลาแค่ 2 ปี ในการพื้นฟูและพัฒนาซึ่งพอจะมี ตัวชี้วัดที่น่าใจคือ
   1 การกระจายตัวของโลมาอิรวดี มีอยู่โดยรอบทะเลสาบ ในขณะที่เมื่อก่อน จะอยู่บริเวณช่องทางออกของน้ำในแนวระยะ ทาง 32 กิโลเมตรจากปากน้ำเก่า
   2 ปริมาณวัชพืชน้ำลดลง จากประมาณ 350 ตารางกิโลเมตร ในปี 2003 ยังเหลือแค่ ประมาณ 150 ตารางกิโลเมตร
   3 ปริมาณสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นตลอด 3 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2001-2003

   แม้ว่าแผนแม่บทการพัฒนา ลุ่มน้ำ ทะเลสาบสงขลา จะได้รับการยอมรับ แล้ว แต่ในแผนได้กำหนดไว้แค่การขุดลอก ร่องน้ำนั้นซึ่งปัญหาการจัดการกับดินที่ขุด ขึ้นมายังไม่รู้จะจัดการอย่างไร น่าจะมี แนวทาง ที่ผมนำเสนอนี้เข้าสู่เวทีการพูดคุย กันบ้าง ซึ่งหาได้ศึกษาอาจพบวิธีการที่ เหมาะสม อย่างน้อยที่เขาทำสำเร็จแล้ว และ น่าจะทำเหมือนกัน คือ ทะเลสาบซิลิก้า ประเทศอินเดีย และทะเลสาบซาโรมา ประเทศญี่ปุ่นดีกว่าจะตั้งต้นใหม่ทุกเรื่อง เป็นการเพิ่ม.... ให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องและ นักวิชาการที่วิชาเกินส่วนประชาชนเหมือน เดิมและแย่ลง

   สนใจข้อมูลเพิ่มเติม www.chilika.com