ลุงจ่าง ศิลปินแห่งคลองนางเรียม (6)
โดย จันทริกา

   ลุงจ่าง เล่าว่า มีอยู่คราวหนึ่ง "นายจีน ไสคล้าย"อดีตผู้ใหญ่บ้านบ้านหัวป่า หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านขาว อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ได้ออกเรือไปหาปลาตุ่มระหว่างช่วงเดือน 11-12 ซึ่งเป็นช่วงน้ำพราวและถูกฉลาม"บัน"(หมายถึง บั่น หรือ ตัด) จนนิ้วมือขาดและขาพิการ

   การเดินทางสมัยนั้นลุงจ่างเล่าว่าต้องใช้"เรือ" เป็นหลักเพราะไม่มีการตัดถนนหนทางสัญจรไปมาสะดวกรวดเร็วเหมือนสมัยนี้ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถบทะเลน้อย ปากคลอง ถ้าจะไปธุระที่ตลาดสี่กั๊กพัทลุงก็ต้องอาศัยเรือแจวพายไป เรือใบที่แล่นในทะเลสาบ ใบเรือเย็บจากเสื่อกระจูดหรือผ้าเนื้อหนา ๆ มีหลายชนิด เช่น "เรือปีกค้างคาว" จะใช้โครงใบเรือมากคล้ายปีกค้างคาว "เรือปีกนก"มีเสา 2 เสา หลัก ๆ เล็ก ๆ ไว้เลี้ยว หลักใหญ่ไว้แล่น และเรือปีกยายันต์ใบเรือสี่เหลี่ยมคล้ายจีวรพระ

   ส่วนเรือยนต์ที่ใช้รับส่งผู้โดยสารระหว่างลำปำ-ระโนดนั้น เป็นเรือของ "นายจูทิน พืชมงคล"ชื่อเรือเพืชมงคล ค่าโดยสารคนละ 5 บาท คนที่จะไปเรือยนต์และยืนรอริมฝั่งก็ใช้ผ้าสีขาวมาโบกไปมา เรือยนต์ที่แล่นระหว่างปากคลอง - อำเภอระโนด ชื่อ "เรือศรีระโนด และ"เรือเดชดี" เก็บค่าโดยสาร 5 บาทเช่นกัน และเรือยนต์ที่แล่นระหว่างทะเลน้อย อำเภอระโนด เจ้าของเรือลำแรกชื่อ "เที่ยม" ส่วนลำที่สองมีหุ้นส่วนชื่อ"นายเชาน์" จะแล่นไปทางคลองนางเรียม ต่อมาก็มีเรือแล่นรับส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอีกคือ เรือของ"กำนันรุ่น "ช่วยแท่น" และ"เรือนายอึ้ง"

   เส้นทางการเดินเรือสมัยนั้นถ้าแล่นจากพัทลุงจะไปหัวป่า ตำบลตะเครียะ อำเภอระโนด จะต้องแล่นผ่าน "แหลมน้ำผึ้ง" หรือแหลมป่า เป็นแหลมเล็ก ๆ ที่ยื่นไปในทะเลราว 100 เมตร ห่างจากบ้านหัวป่าราว 2 กิโลเมตร และห่างจากปากคลองนางเรียมราว 3 กิโลเมตร บริเวณแหลมน้ำผึ้งนี้คนเดินเรือจะต้องแล่นเรืออย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะคลื่นแรงมาก ต้องแล่นเรืออ้อมแหลม บริเวณนี้เคยมีเรือล่มและคนจมน้ำเสียชีวิตบ่อย ๆ เล่ากันว่าเคยมีเรือบรรทุกน้ำผึ้งตะโหนดมาล่มบริเวณนี้จึงได้ชื่อว่า แหลมน้ำผึ้ง บางครั้งถ้าคลื่นลมแรงมาก ๆ ชาวบ้านที่พายเรือขนสินค้าไปขายระหว่างพัทลุง-ท่าออก ผ่านไปบริเวณนั้นต้องจอดเรือขึ้นฝั่งพักค้างคืนเพื่อรอให้คลื่นลมสงบเสียก่อนแล้วค่อยแล่นเรือต่อไป

   มีนกอยู่ชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า "นกเพา" ตัวใหญ่ ตีนสั้น ๆ และมีถุงลมใต้ปาก เวลามันลงหาปลามันจะอ้าปากล่อปลาเข้ามาในปาก จนน้ำเต็มถุงลมใต้ปาก ชาวบ้านจะใช้ไม้ทุบตีและจับไปกินเป็นอาหาร เพราะมันบินหนีไม่ไหวเนื่องจากหนักน้ำในถุง ลมใต้ปากของมัน เล่าว่าเนื้อมันอร่อยยิ่งนัก ส่วน "นกอีลุ้มหัวล้าน"ซึ่งลักษณะคล้ายแร้งมีขนสีน้ำเงิน บางตัวสูงใหญ่ขนาดเกือบเท่าคน มีขายาวเหมือนนกระยาง เวลาบินจะได้ยินเสียงปีกมันกระพือลมดัง"วาน ๆ ๆ ๆ …หม้อ…"

   พอตกค่ำบริเวณโดยรอบก็มืดสนิทเพราะยังไม่มีไฟฟ้าใช้.. ลุงจ่างเล่าว่าบางคืนตอนดึก ๆ ตี 2 ถึง ตี 3 จะมีโจรปล้นวัวปล้นควายของชาวบ้านเดินจูงวัวความผ่านขนำ โจรคณะหนึ่งมีตั้งแต่ 2-6 คน บางครั้งก็เคยมาก่อไฟหุงข้าวข้างขนำ ปู่รู้จักแต่ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ บางคราวจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือตำรวจที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า "นาย" มาตามจับโจรหรือมาจับข้าวบ้านที่หุงเหล้าเถื่อน นายพวกนี้มักจะไม่ค่อยชำนาญพื้นที่มักจมลงไปโพระ เพราะเข้าใจว่าเป็นทุ่งหญ้าจนเครื่องแบบเปียกปอนโคลนเป็นที่ขบขันของชาวบ้านที่ได้พบเห็น โพระที่น้ำลึก ๆ ข้างใต้จะเป็นดินโคลนเหลม ๆ ชาวบ้านเรียกว่า "ยน" (พื้นที่ดินที่มีโคลนอยู่ข้างล่าง) บนพื้นที่น้ำจะมีหญ้าตายทับถมอยู่แน่น เมื่อน้ำท่วมหญ้าจะลอย ชาวบ้านที่อาศัยในแถบนั้นจะเดินเร็ว ๆ อย่างชำนาญ ไปบนโพระได้ด้วยไม่จมลงในน้ำ

   ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง มีเครื่องบินรบของญี่ปุ่นมาตกที่โพระแถว "บ้านเสาธง" ชาวบ้านได้ไปเก็บเศษเหล็กจากเครื่องบินมาทำกระบอกยนหมาก ทหารญี่ปุ่นจะตัดผมสั้นเกรียนสวมเครื่องแบบสีเขียว..คราวเครื่องบินญี่ปุ่นตกนั้น ทหารญี่ปุ่นจะเดินลุยลงไปในทะเลสาบลำปำเพื่อจะกลับไปสงขลา เพราะเข้าใจว่าน้ำตื้นแต่ชาวบ้านได้ห้ามเอาไว้

   มีประเพณีเก่าแก่อยู่อย่างหนึ่งของคนในสมัยก่อนที่เรียกว่า "หาบเร็อน"(เร็อน =เรือน) หรือ"หาบเรือน"ยกบ้านคือ เมื่อจะย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นในละแวกใกล้เคียงกับบ้านเดิมที่เคยอาศัย เจ้าของบ้านก็จะออกปากไหว้วานเพื่อนบ้านให้ช่วยกันยกบ้านทั้งหลังไปยังที่ใหม่โดยไม่ต้องรื้อบ้านหลังเก่า โดยใช้สอดใต้พื้นบ้านแล้วใช้คน 20-30 คนช่วยกับหาบ ถ้าเป็นบ้านหลังคามุงจากก็จะเบาไม่ต้องรื้อจากออก แต่ถ้าเป็นหลังคากระเบื้องดินจะหนัก จึงมักจะรื้อกระเบื้องออกก่อนและเพื่อป้องกันไม่ให้กระเบื้องหล่นแตกอีกด้วย ทุกวันนี้ทราบว่ายังมีหลังหนึ่งที่ชาวบ้านช่วยกันแบกไปตั้งไว้ที่บ้านดอนแบก ตำบลตะเครียะ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา

   นั่นก็เป็นเรื่องราวในวัยเด็กที่ลุงจ่างรื้อฟื้นความทรงจำเล่าให้ฉันฟังถึงวิถีชีวิตชาวบ้านในสมัยนั้น..เมื่ออายุย่างเข้าสู่วัยเรียน พ่อของลุงจ่างก็พาลุงจ่างไปเข้าเรียนชั้น ก-ข ที่"โรงเรียนวัดหัวป่า"ตำบลตะเครียะ จนกระทั้งจบชั้นประถมปีที่ 4 จึงย้ายไปเรียนต่อที่"โรงเรียนระโนดวิทยามูลนิธิ" ซึ่งมีอาจารย์สนั่น หิรัญวรยะชาติ"เป็นเจ้าของแต่เรียนได้เพียงชั้นมัธยมปีที่ 1 ปีเดียวเท่านั้น พ่อก็พาไปฝากฝังให้อยู่กับ "พระอธิการเล็ก ปุณญโต เจ้าอาวาสวัดประดูเรียง ตำบลปากคลอง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุงและได้เข้าเรียนจนจบชั้นมัธยมปีที่ 3 ที่โรงเรียนศิริราษฏร์วิทยา "(อาจารย์โชติ ศรีแก้ว เป็นจ้าของ)

   หลังจากเรียนจบชั้น ม.3 แล้วได้เข้าเรียนต่อในชั้น ม.4 ถึง ม.6 ที่โรงเรียนช่วยมิตร"อำเภอควนขนุน โดยอาศัยพักอยู่ที่วัดบ้านสวน ฝากตัวเป็นศิษย์ของ"อาจารย์คง"เจ้าอาวาส เนื่องจากลุงจ่างได้ค้นพบว่าตัวเองมีความรักและสนใจในวิชาศิลปะวาดภาพเป็นชีวิตจิตใจตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียน จึงใฝ่ฝันอย่างมากที่จะได้มีโอกาสเรียนต่อในด้านที่ตนรักและสนใจ แม้พ่อแม่จะไม่เห็นด้วยเพราะอยากให้ช่วยทำไร่ทำนา และหางานเป็นครูหรือรับราชการที่บ้านเกิด แต่ลุงจ่างก็ยืนยันที่จะเดินทางเข้าไปเมืองหลวงเพื่อได้เข้าเรียนวิชาศิลปะให้จนได้ในที่สุด "ปู่เมฆ" เกิดความเห็นใจหลานจึงรับปากว่า จะเป็นผู้ส่งเสียให้ลุงจ่างเองและนั้นก็ทำให้ชีวิตลุงจ่างพลิกผันโลดแล่นไปบนเส้นทางที่ตนเองใฝ่ฝันไว้ในที่สุด