ลุงจ่าง ศิลปินแห่งคลองนางเรียม (5)
โดย จันทริกา

   ลุงจ่างบอกว่าเมล็ดข้าวสารสมัยก่อน จะไม่ขาวเหมือนในปัจจุบัน วัยรุ่นจะไป เก็บ "ข้าวหล้ง" (รวงข้าวที่หลงเหลือจากการเก็บเกี่ยว) หรือ "ข้าวตรำ" (ข้าวที่ตกทำนา เก็บเกี่ยวไม่ได้" ไปขายเพื่อหาเงินไปเล่นการพนันใน "วันว่าง" (วันสงกรานต์) การพนัน ที่ชาวบ้านนิยมเล่นกันมาคือ "กรกแกร็ก" (เรียกอีกอย่างว่า "ไฮโล") ใครเล่นไม่เป็น ปู่ย่าตายาย จะโกรธ ใช้ปลายเขาวัวหรือเขาควายมาเกลาเป็นลูกเต๋าสี่เหลี่ยมลูกใหญ่ ขนาดเท่าหัวแม่ตีน จำนวน 3 ลูก ใส่ถ้วยหรือจานที่มีฝาครอบ บางครั้งก็ใช้กระป๋องสี ฝัดหรือเขย่าทีจะเสียงดัง เขย่าแล้วเปิดออกมานับแต้ม ปกติคนเฒ่าคนแก่ จะเป็นเจ้ามือแล้วให้ลูก ๆ หลาน ๆ แทง สมัยนั้นจะเล่นกันตรงไปตรงมา ไม่มีการโกง หรือถ่วงลูกตะกั่วในลูกเต๋า แบบในสมัยนี้

   นอกจากช้างแคระ ที่อาศัยอยู่ฝูงใหญ่นับร้อย ๆ ตัวในละแวกนั้นแล้ว คลองนางเรียมยังขึ้นชื่อในเรื่องมีจระเข้อาศัยอยู่ชุกชุมอีกด้วย ลุงจ่างเล่าว่าตอนเด็ก ๆ ไปนั่ง ตกปลาริมคลองนางเรียม เคยเห็นจระเข้ตัวใหญ่มาก แผ่นหลังกว้างร่วม 2 เมตรทีเดียว มันค่อย ๆ คืบคลานอย่างช้า ๆ จากคลองแล้วเข้าจู่โจมวัวตัวเมียที่กำลังท้องแก่ และกำลัง เล็มหญ้าอยู่ริมคลองอย่างฉับพลันทันใด ลุงจ่างตกใจกลัวมาก รีบวิ่งไปตามพวกผู้ใหญ่ ไปดูก็พบแต่ซากวัว จระเข้กินตับไตไส้พุงหมดแล้ว ชาวบ้านจึงช่วยกันลากวัวกลับมาที่ขนำ เพื่อแล่เนื้อที่ยังเหลืออยู่ นำมาต้มกินกับเหล้าเถื่อน

   การล่าจระเข้นั้น ชาวบ้านจะใช้สุนัขเป็น ๆ เป็นเหยื่อล่อจระเข้ โดยเกี่ยวกับเบ็ด ตาใหญ่ ๆ มี 3-4 ตา และคันเบ็ดก็ต้องใช้ไม้ไผ่ลำใหญ่ ๆ ที่แข็งแรงมากพอ และจะวางเบ็ดใน ตอนเย็น ๆ ตอนเช้าจะไปดูว่ามีจระเข้ติดเบ็ดหรือไม่ ถ้าได้จระเข้ก็จะเอาไปขายที่ตลาดนัด ลำปำ ซึ่งจะมีพ่อค้าชาวจีนรับซื้อเพื่อถลกหนังจระเข้ ไปขาย ชาวบ้านเคยจับจระเข้ตัวใหญ่ เกือบเท่าเรือหางยาวเลยล่ะ ภายหลังเมื่อมีการล่าจระเข้มากขึ้นเพราะหนังจระเข้จะขายได้ ราคาดี จระเข้เริ่มจะสูญพันธุ์ หรือหลบหนีไปอยู่ถิ่นอื่น ในระยะหลัง ๆ มานี้ชาวเรือเคย ทอดแหได้จระเข้อยู่บ้าง แต่เป็นจระเข้ตัวเล็ก ๆ ขนาดเท่าปีบเท่านั้น

   มีอยู่คราวหนึ่งจระเข้ติดเบ็ด ชาวบ้านก็ช่วยกันลากขึ้นมาบนบก จระเข้นอน อ้าปากกว้าง "นายสว่าง" น้องชายลุงจ่างเข้าใจว่าจระเข้ตายแล้ว จึงเอามือล้วงเข้าไปใน คอจระเข้ แต่ชาวบ้านช่วยไว้ได้ทัน โดยรีบเอาลำไม้ไผ่สดวางพาดปากจระเข้ไว้ ปรากฏว่า ระเข้ลำไม้ไผ่ขาดเป็น 3 ท่อน น้องชาย ลุงจ่างตกใจร้องไห้จ้าไปเลยทีเดียว คนโบราณเขาถือกันว่า คนที่สามารถ ล้วงคอจระเข้ได้นั้น เป็นคนวิเศษหรือ เรียกว่าเป็น "ครูหมอ" ทำยาแก้โรคภัย ไข้เจ็บต่าง ๆ ให้ชาวบ้านได้

   ยุคสมัยเมื่อ 70 ปีเศษยังมี สัตว์ป่าและสัตว์ต่าง ๆ ชุกชุม เช่น งูพิษ นานาชนิด งูเหลือมที่ชอบขโมยกิน หมู เป็ด ไก่ในเล้าของชาวบ้านชาวบ้านเคยจับ งูเหลือม ขนาดใหญ่ได้ลำตัวยาวตั้ง 12 เมตร ต้องใช้เชือกผูกและลากด้วยเรือหางยาวขึ้นฝั่ง เมื่อผ่าท้องออกก็พบหนูนาร่วม 70-80 ตัว อยู่ในท้องของมัน ชาวบ้านเชื่อกันว่า กระดูกของงูเหลือมนั้น นำมาทำเป็น เข็มขัดใช้ป้องกันภัยได้

   กลางคืนยุงชุมมากโดยเฉพาะ ช่วงหัวค่ำ และย่ำรุ่งของเดือนยี่ เดือนสาม เดือนสี่ (กุมภาพันธ์ ถึง เมษายน) บางครั้ง ยุงจะบินมาตอมตะเกียงกระป๋องราว กับ แมลงเม่าเล่นไฟจนตะเกียงดับเลยทีเดียว บางคืนต้องกินข้าวและนั่งคุยกันในมุ้งก็มีนะ ในลำหนองท้องนาจะมีปลิงชุกชุม ชาวบ้านเรียกกันว่า "ปลิงลูกเข็ม" จะว่ายน้ำเป็นฝูงจนเห็นต้นหญ้าไหวไปมาและเข้ามา เกาะขายั้วเยี้ยไปหมด ปลิงอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า "ปลิงศาลาควาย" เพราะชอบดูดเลือดควาย ตัวโตขนาดเท่าข้อมือ ถ้ากัดคนแล้วเลือดจะไหลไม่หยุด วิธีแก้ของชาวบ้านคือใช้ยาเส้นกับ ปูนขาวผสมน้ำ นวดตรงปลิงกัด ปลิงก็จะตาย ในฤดูเก็บข้าวชาวบ้านจะ ใช้ซังข้าวผ่าครึ่งซึ่งจะ คมราวใบมีดโกนสำหรับใช้ดึงปลิงที่เกาะติดตามขาจนปลิงขาดออกเป็นสองท่อน

   ลุงจ่างเล่าเรื่องในวัยเด็กอย่างสนุกสนาน เพราะมักจะตามพ่อแม่ไปนอนที่ขนำ ริมคลองนางเรียมอยู่เสมอ และชอบยิงนก ตกปลา เล่นซุกซนตามประสาเด็ก ๆ แกจึงรู้จักนก และปลาต่าง ๆ ในถิ่นนั้นเป็นอย่างดี เช่น "ปลาโม่ หรือ ปลาอ้ายโม่" รูปร่างคล้ายปลาช่อน แต่ตัวเล็กกว่า ตัวใหญ่ ๆ เกือบเท่าขาคนหนัก 5-6 กิโลกรัม "ปลาลำปำ" ตัวค่อนข้าป้อมกว่า ปลาตะเพียน ครีบมีสีแดงอ่อนไม่มีลายดำ"ปลาตุ่ม" "ปลาพรม" "ปลาอีตลับ" หรือ "ปลาช้าเหยียบ" คล้ายปลาหมอ "ปลาหวี" หรือ "ปลาลูกอีหน้านวล" คล้ายปลาสลิด ไข่ของมัน กินอร่อยมาก และในช่วงเดือน 11 จะมี "ปลาลูกหยะ" ชุกชุม (บ้างเรียกปลาสร้อยนกเขา หรือ ปลาพรหมหัวเหม็น) ส่วนกุ้งก็มี กุ้งก้ามกรามตัวใหญ่ ก้ามยาวลากดิน กุ้งแต้และกุ้งรำ (ใช้ ทำกะปิ) เป็นต้น กุ้งปลาที่หามาได้มาก ๆ ก็จะเสียบไม้เก็บไว้บน "พร่า" (ไม้ไผ่สาน เป็นเพดานในครัว) ซึ่งจะได้ความร้อนจากควันไฟในครัว

   เต่าที่อาศัยอยู่ในโพระ ก็มีหลายชนิด เช่น "เต่าดำ" มีกระดองสีเหลืองสลับสีดำ ตัวใหญ่ ๆ มีน้ำหนักถึง 5 กิโลกรัม "เต่าคับ" คล้ายเต่าดำ แต่สีเหลืองเข้มกว่า กระดองใหญ่ ปิดหัวปิดตัวหมด "เต่ากา" กระดองสีดำสนิท "เต่าขี้ผึ้ง" กระดองสีน้ำตาลอ่อนและ "เต่าลาโพ" คล้ายเต่าขี้ผึ้งแต่หัวโตกว่า เป็นต้น ส่วนตะพาบน้ำนั้น "โนราพันธุ์" เคยจับได้ในทะเลสาบ ลำปำ มีน้ำหนักตั้ง 75 กิโลกรัม

   บางครั้งเด็ก ๆ จะตื้นเต้นกันมาก เมื่อได้เห็นฝูงปลาโลมาซึ่งถ้าตัวใหญ่ ๆ จะมี ขนาดเท่าควาย กระโดดเล่นน้ำโต้คลื่นในทะเลสาบสงขลา ใกล้ฝั่งท่าออก ปลาโลมาจะ พบเห็นกันมาในช่วงที่มี "ลมพลัด" ซึ่งคลื่นลมจะแรง ประมาณ เดือนแปด เดือนเก้า พัดจาก ทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปทิศตะวันออก บางครั้งลมพัดแรงมาก จนชาวบ้านเดินบนคันนา ไม่ไหว ต้องเดินลุยคลอง ชาวเรือเคยเห็นปลาฉลามหลงมาจากทะเลหลวง เข้ามาอาศัยใน ทะเลสาบ ในช่วงน้ำมาก เดือนสิบเอ็ด สิบสอง ชาวบ้านเรียกว่า ช่วง "น้ำพราว" น้ำจะมีสี ใสเขียว ถ้าเรือหางยาวแล่นกลางคืน จะมองเห็นฟองน้ำแตกสะท้อนแสงเป็นสีขาวสวยงาม ช่วงน้ำพราวนี้ กุ้งแต้ในทะเลสาบค่อนข้างชุกชุม และขายในตลาดราคาถูกกว่าหน้าอื่น วิธีการจับกุ้งแต้นั้น ชาวประมงจะใช้รำข้าวคลุกกับดินเหนียวแล้วปั้นกลม ๆ คล้าย ๆ ลูกกรวดดิน หว่านลงไปในทะเลหนึ่งกำมือ เป็นหย่อม ๆ ราว 10 จุด แล้วใช้แหทอดจับกุ้ง แต่ขึ้นมา ถ้าจับไม่ได้ก็จะหว่านซ้ำลงไปใหม่