ลุงจ่าง ศิลปินแห่งคลองนางเรียม (4)
โดย จันทริกา

   "ปลาขี้ขม" เป็นปลาน้ำจืด ชอบอาศัยในแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหล พบได้ในทุกภาคของประเทศไทย เกล็ดข้างตัวมีจุดสีดำ จนเห็นเรียงกันเป็นลายตามยาว 6-8 เส้น ที่โคนครีบหางมีจุดสีดำใหญ่ ครีบต่าง ๆ สีแดงส้ม เฉพาะครีบอกสีเขียวอ่อน ตัวใหญ่มีความยาวถึง 30 เซนติเมตร สมัยเด็ก ๆ เราก็ชอบตกปลาขี้ขมในคลองนุ้ยหน้าบ้านกันเสมอ แต่แม่จะไม่ยอมให้เอาไปทำอาหาร เพราะบอกว่าปลาชนิดนี้ชอบกินอุจจาระที่คนถ่ายลงในคลอง

   ต่อไปนี้ คือ ประวัติชีวิตของลุงจ่าง ที่ถ่ายทอดให้ฉันฟังในวันนั้น ลุงจ่างมีชื่อจริงว่า "นายจ่าง จันทร์สังข์" เกิดเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2479 ณ บ้านหัวป่า ตำบลตะเครียะ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดบรรพบุรุษทางฝ่ายพ่อแม่ของฉันเช่นกัน บิดาชื่อ "นายจวน" มีอาชีพทำนา และเลี้ยงควาย มารดาชื่อ "นางส้มแก้ว" (สกุลเดิม "ทองศรีรัต") ลุงจ่างเป็นลูกหัวปี มีน้อง ๆ อีก 4 คน คือ นายสว่าง, นางเผิ้น, นายประเสริฐ และนางสาวผิ้น ปู่ของลุงจ่าง ชื่อ "ปู่เมฆ" ย่าชื่อ "ย่าปลอด"

   เมื่อเริ่มจำความได้ ลุงจ่างอายุราว 4-5 ปี พ่อและแม่ของแกได้มาปลูกขนำริมคลองนางเรียม เพื่อช่วยเลี้ยงวัวร่วม 100 ตัวของปู่ ในสมัยโบราณได้แบ่งชุมชนในแถบนี้ออกเป็น 3 ชุมชนด้วยกัน คือ ชุมชนในเขตที่ราบลุ่มชายฝั่ง และรอบ ๆ ทะเลสาบ (ลึกจากชายฝั่งเข้าไป 10 กิโลเมตร ) เรียกว่า "โหมเล" (โหม หมายถึง หมู่ หรือ พวก ส่วน เล ย่อมาจาก ทะเล) ยึดอาชีพประมง ทำนา และค้าขายทางเรือ ชุมชนในเขตทุ่งราบ ตอนกลางระหว่างชายฝั่งกับเชิงเขา เขตเขา หรือควน มีพื้นที่กว้างมากกว่าชุมชนอื่น มีอาชีพทำนา เลี้ยงสัตว์ และหาปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เรียกว่า "โหมท่ง" (ท่ง หมายถึง ทุ่งและชุมชนในเขตภูเขาและควน เป็นเขตพื้นที่ทางตะวันตกสุด แถบเทือกเขาบรรทัด พื้นที่เป็นภูเขาและควนสูงต่ำสลับกับพื้นราบ มีอาชีพทำสวน ทำไร่ และหาของป่า เรียกว่า "โหมเหนือ"

   ลุงจ่าง เล่าว่า ในสมัยนั้น บริเวณรอบ ๆ ทะเลน้อย จะมีช้างอาศัยอยู่มาก เป็นช้างขนาดเล็ก ชาวบ้านเล่าว่า เป็นช้างพันธุ์อินเดีย และเรียกช้างชนิดนี้ว่า ช้างทุ่งบ้าง, ช้างแกลบบ้าง ช้างท้องโนด หรือ ทุ่งโนดบ้าง ช้างกระบ้าง ช้างค่อมบ้าง จึงทำให้เกิดการเรียกชื่อท้องที่บริเวณนี้ว่า "เมืองช้างค่อม" ปัจจุบันช้างเหล่านี้ ถูกล่าจนสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว

   นอกจากนั้นยังมีภูมินามในจังหวัดพัทลุง ที่บอกให้รู้ว่า สมัยโบราณมีช้างในเมืองนี้มาก เช่น ทุ่งช้างแทง, ม่วงช้างแทง, ห้วยช้างเล่น, หนองช้างเล่น, วังช้างเล่น, หนองช้างเกิด, ทุ่งลานช้าง, หนองช้างตาย, ควนช้างตาย, โรงช้างและคอกช้าง

   ตอนเล็ก ๆ ลุงจ่างเล่าว่า จะได้ยินเสียงช้างร้องดัง "แหวก ๆ " พวกเด็ก ๆ เข้าใจกันว่าช้างมันขันได้แบบนก ตอนกลางวันที่อากาศร้อนจัด ช้างพวกนี้มักจะนอนแช่น้ำอยู่ในพรุ หรือ โพระ พอตกเย็น ก็จะเดินเป็นฝูงลงไปอาบน้ำในคลองนางเรียม ช้างจะลงคลุกตัวไปมาอยู่บนโคลนริมฝั่งคลอง จนกลายเป็นบ่อดินขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกว่า "ทอน" หรือ "โล้ะ" หมายถึง พื้นที่ซึ่งล้ำเข้าไปลึก ๆ หรือที่ลุ่มลึกติดต่อกับทางน้ำไหล อันเป็นที่ที่ช้างนอนนั่นเอง ตกดึก ๆ ราว ตี 2-3 ฝูงช้างก็จะเดินเป็นฝูงกลับไปที่โพระตามเดิม มองเห็นเป็นเงามืดตะคุ่ม ๆ น่ากลัวในยามค่ำคืน บางคืนช้างจะใช้งวงของมันล้วงเอาข้าวเปลือกที่มัดเรียงไว้ในลอมข้าวข้างขนำ ปู่ก็จะใช้ทางโตนดแห้งจุดไฟไล่ช้าง ช้างจะกลัวไฟและวิ่งหนีกลับไปที่โพระ บางครั้งปู่ก็จะเอาก้อนหินก้อนใหญ่ ๆ 5-6 ก้อน มาชุบน้ำมนต์แล้วปลุกเสกให้ขลัง นำไปวางไว้รอบ ๆ คันนา เพื่อป้องกันไม่ให้ช้างป่าเข้ามาเหยียบย่ำต้นกล้า หรือ ขโมยข้าวกินเมื่อใกล้ฤดูเก็บเกี่ยว

   สมัยนั้น ชาวบ้านยังใช้ควายคู่ไถนา ข้าวก็เมล็ดใหญ่กว่าข้าวทุกวันนี้ ทำนาปีหนึ่ง ๆ ได้ข้าว 2-3 ลอมข้าว หรือ ราว 6-7 เกวียน สามารถเก็บไว้กินได้ตั้ง 2-3 ปี วัวควายยังราคาถูก ลูกวัวราคาตัวละ 10 บาท วัวโต ๆ ตัวละ 100 บาท เท่านั้น

   เมื่อพูดถึงข้าวที่ปลูกในสมัยนั้นแล้ว ลุงจ่างเล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านจะทำนาปี คือ ปลูกข้าวปีละครั้ง โดยเริ่มหว่านข้าวเปลือกในช่วงฤดูฝนก่อนเข้าพรรษา ที่ชาวบ้านเรียกว่า "วันรับหัวษา" และจะเก็บเกี่ยวราวเดือน 4-5 (มีนาคม-เมษายน) ใช้เวลาร่วม 7-8 เดือน ข้าวที่นิยมปลูกกันมากเช่น ข้าวนางหงส์ เปลือกลาย ๆ ข้าวสารสีออกแดง ๆ คล้ายข้าวที่ให้นกเขากิน แต่เมล็ดใหญ่กว่า ข้าวพันธุ์นี้ จะทนน้ำ ข้าวจำปาทอง ข้าวจังหวัด ต้นสูงใหญ่ ขนาดน้ำท่วม หรือ น้ำข้ามหัว ยังไม่ออกรวง ข้างนางฝ้าย ข้าวเหนียว-หัวมัน และข้าวเหนียวดำ เป็นต้น

   อ่านต่อ ตอนที่ 5