![]() |
|||
|
ลุงจ่าง ศิลปินแห่งคลองนางเรียม
(3)
ลูกศิษย์ลูกหาที่แวะเวียนมาเยี่ยมจะซื้อเหล้า บุหรี่ ข้าวสาร อาหารแห้ง มาฝากอยู่เสมอ ญาติพี่น้องที่ยังทำนาอยู่แถวท่าออกก็เอาข้าวสารมาส่งให้กิน ลุงจ่างบอกฉันว่า แกกับภรรยาจึงไม่เคยอัตคัดขัดสนเรื่องอาหารการกิน อีกทั้งยังยึดหลัก "เศรษฐกิจพอเพียง" กินง่าย อยู่ง่ายในการดำรงชีพ แกบอกว่า คนเรานั้น "กินเพื่ออยู่ มิใช่อยู่เพื่อกิน" และการได้ใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความสุขไม่น้อย ก่อนจากกันในบ่ายจัดของวันนั้น ฉันรับปากกับลุงจ่างว่า ฉันจะหาเวลากลับไปเยี่ยมแกอีก และคราวหน้า ฉันคงต้องขอให้แกเล่าประวัติของแกอย่างละเอียด ให้ฉันฟัง เพื่อฉันจะได้เขียนบันทึกเก็บเอาไว้และถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้รับทราบต่อไป เพราะเท่าที่มีโอกาสได้พูดคุยกับแกในวันนั้น ฉันคิดว่า ชีวิตของแกน่าสนใจไม่น้อย น่าจะเป็นแบบอย่างให้แก่คนรุ่นหลังได้ ฉันได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมลุงจ่างอีกครั้ง เมื่อประมาณต้นปี 2548 หลังจากที่เคยไปพบกับแกครั้งแรก เมื่อผ่านไปตั้ง 4-5 ปี แน่ะ เวลาช่างผ่านพ้นไปรวดเร็ว ราวกับติดปีกบิน เนื่องจากฉันเองก็มีภารกิจที่ต้องทำและรับผิดชอบมากมายและต้องย้ายไปทำมาหากินในต่างจังหวัด จนทำให้ฉันแทบจะลืมเรื่องราวของลุงจ่างไปเหมือนกันนะ อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่ฉันได้พบญาติของฉัน ฉันจะต้องถามข่าวคราวของลุงจ่างอยู่เสมอ ซึ่งตัวเขาเองในระยะหลัง ๆ ก็ไม่ค่อยมีเวลาได้ไปเยี่ยมลุงจ่างบ่อยนัก เส้นทางที่พาฉันไปยังกระท่อมน้อยของลุงจ่างคือ ถนนสายใหม่ทะเลน้อย-ระโนด ที่กำลังก่อสร้างอยู่ มีเครื่องจักรกล เสาเข็มขนาดใหญ่วางกองอยู่ข้างริมทางเป็นระยะ ๆ และคนงานกำลังทำงานกันอยู่อย่างขะมักเขม้น เป็สัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่าความเจริญกำลังจะคืบคลานมา ทำงานชีวิตเรียบง่ายแบบชนบทในเวลาอันใกล้นี้ และอาจจะส่งผลให้นกน้ำย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในแหล่งน้ำอื่นด้วยก็ได้นะ เมื่อขับรถข้ามสะพานคลองนางเรียมไปเล็กน้อยและเลี้ยวขวาไปบนถนนเล็ก ๆ อีกราว 100 เมตร ก็จะถึงยังจุดหมายปลายทาง กอไผ่หน้ากระท่อมของลุงจ่างดูสูงใหญ่เขียวครึ้มขึ้นกว่าครั้งแรกที่ฉันเคยไปเยือนจนแทบจะมองไม่เห็นตัวกระท่อม ลุงจ่างดูผอมซูบลงกว่าเดิมมาก แต่ยังคงเป็นชายสูงวัยที่ใจดีเหมือนเดิม ผมที่เคยไว้ยาวรวบเป็นหางม้าไว้ ก็เปลี่ยนเป็นผมตัดสั้นเกรียนมองเห็นผมหงอกเต็มศีรษะ ลุงจ่างแสดงอาการดีอกดีใจไม่น้อย ที่มีโอกาสได้พบกับฉันอีกครั้ง แกเล่าให้ฉันฟังว่า ระยะ 2 ปีหลังที่ผ่านมา สุขภาพไม่ค่อยดีนัก ต้องเข้า ๆ ออก ๆ รักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ หมอตรวจพบว่าเป็นโรคต่อมลูกหมากโตและต้องรับการผ่าตัด แกเลิกสูบบุหรี่แล้วแต่ยังดื่มเหล้าบ้างเล็กน้อยพอหอมปากหอมคอ ยามที่ลูกศิษย์ลูกหาแวะเวียนมาเยี่ยมและตั้งวงเสวนากัน "ป้าเล็ก" ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของลุงจ่างยังดูแข็งแรงและกระฉับกระเฉงเหมือนครั้งแรกที่ฉันได้พบ แกมีรูปร่างสูงใหญ่และพูดภาษากลาง เพราะเป็นคนจากภาคกลาง แม้จะใช้ชีวิตร่วมกับลุงจ่างเกือบ 40 ปี และใช้เวลาค่อนชีวิตอยู่ที่พัทลุง แต่แกบอกฉันว่า แกยังพูดภาษาใต้ไม่ได้ แต่ฟังรู้เรื่อง นั่นคงเป็นเหตุผลที่ว่า เหตุใด ลุงจ่างจึงมักพูดภาษาใต้และภาษากลางสลับกันตลอดเวลา เพราะเมื่อแกพูดกับป้าเล็ก แกจะพูดภาษากลางเสมอ ฉันรู้สึกดีใจที่ได้กลับไปเยี่ยมลุงจ่างอีกครั้ง
เพราะเมื่อเห็นสังขารและสุขภาพของแกที่ร่วงโรยไปตามวัยแล้ว ฉันไม่แน่ใจว่า
ถ้าฉันรอเวลาไปอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า ฉันจะมีโอกาสได้รับฟังเรื่องราวชีวิตจากปากของแกเองหรือไม่
วันนั้น ฉันได้ใช้เวลาตลอดทั้งวัน บันทึกเรื่องราวของลุงจ่างเอาไว้ ในขณะที่ป้าเล็กก็กุลีกุจอจัดหุงข้าวปลาอาหารมื้อกลางวันต้อนรับ
พร้อมกับน้ำมะพร้าวอ่อนต้นข้างบ้านที่น้ำหวานฉ่ำใจดีเหลือเกิน ป้าเล็กตก
"ปลาขี้ขม" จากในหนองน้ำหลังกระท่อมได้หลายตัว และนำมาต้มส้มให้ฉันกินอย่างเอร็ดอร่อย
ฉันเชื่อว่าป้าเล็กมีฝีมือทำกับข้าวเก่งคนหนึ่งเหมือนกันนะ |
|||
|
|
|||
|